ข้ามไปยังเนื้อหา

ระบบพรสวรรค์ผสานวิญญาณ: สู่เส้นทางราชาลูกหนัง

ตอนที่ 1 จาก 1

ระบบพรสวรรค์ผสานวิญญาณ: สู่เส้นทางราชาลูกหนัง · แปลเพื่ออ่าน

ตอนที่ 1

9 ต.ค. 2569 · 1,642 คำ

ปี๊บ!! ปี๊บ!! ปี๊บ!!

“อะไรกัน... เสียงอะไรดังหนวกหูอยู่ในหัวผม?”

ฮิโระพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“หรือจะเป็นเสียงระฆังจากสวรรค์กันนะ?”

เขาพยายามนึกหาที่มาของเสียงนั้น ในตอนแรกมันฟังดูคล้ายเสียงกังวานของระฆัง แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆ เสียงนั้นกลับเริ่มเปลี่ยนเป็นความน่ารำคาญบีบคั้นประสาท

“อาร์ก!! หยุดซักที!!”

ฮิโระสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ในสภาพที่ร่างกายอ่อนเพลียจากการอดนอน เขาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ดูเหมือนจะเป็นห้องนอนของเด็ก

“เรา... ยังไม่ตายงั้นเหรอ?”

เขาพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตาพลางกวาดมองไปรอบๆ ทุกอย่างดูคุ้นตาแต่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน ผนังเบื้องหน้าถูกตกแต่งด้วยโปสเตอร์ของเหล่านักเตะระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็นเปเล่, มาราโดนา, อิเนียสต้า, ชาบี, ฮอนดะ, ชินจิ คากาวะ หรือคิโรซากิ มิอุระ แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือโปสเตอร์สองใบที่มีขนาดใหญ่กว่าใบอื่นๆ ซึ่งถูกแปะไว้ข้างกัน ทั้งคู่ต่างโพสท่าอวดโชว์รางวัลบัลลงดอร์ในมือ ใบหนึ่งคือรูปของ คริสเตียน โรเมโร ในชุดยูนิฟอร์มของเรอัล มาดริด ส่วนอีกใบคือ แอนเดรียส เมสซี่ ในชุดของบาร์เซโลนา

“ขนาดจะตายแล้ว ในหัวเราก็ยังเลิกคิดเรื่องฟุตบอลไม่ได้เลยสินะ?”

เขามองดูโปสเตอร์ตรงหน้าพลางแย้มยิ้มออกมาบางๆ

“ช่างเถอะ!! มันต้องเป็นความฝันแน่ๆ หรือไม่ก็คงเป็นภาพย้อนอดีตก่อนตาย... ใช่แล้ว มันต้องเป็นภาพจำที่เราเห็นก่อนจะจากโลกนี้ไปจริงๆ”

เมื่อปลอบใจตัวเองได้ว่านี่เป็นเพียงมโนภาพก่อนสิ้นลม เขาก็หลับตาลงอย่างสงบ รอคอยให้สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนหายไป เขานิ่งรออยู่อย่างนั้นด้วยความอดทน

ติ๊ก!! ติ๊ก!! ติ๊ก!!

เสียงเข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป แต่สติของเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะดับสูญลงเลยแม้แต่น้อย

“หือ? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมสติเรายังไม่ดับไปอีกล่ะ??”

เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “เราแน่ใจว่าเราตายไปแล้วนี่นา แล้วทำไมความรู้สึกนึกคิดยังอยู่ครบถ้วนแบบนี้?”

เป็นอย่างที่ฮิโระเข้าใจ... เขาตายไปแล้วจริงๆ เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงด้วยการฆ่าตัวตาย ในวัย 27 ปี เมื่อความหวังสุดท้ายในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพถูกทำลายลงป่นปี้ด้วยความริษยาของพวกวัยรุ่นเกเร เขาจึงตัดสินใจเดินไปให้รถบรรทุกชนเข้าอย่างจัง

ฮิโระคือคนที่รักฟุตบอลยิ่งกว่าสิ่งใดมาตั้งแต่จำความได้ เขาถูกขนานนามว่าเป็น ‘อัจฉริยะลูกหนัง’ ตั้งแต่เด็ก เขามีทั้งความหลงใหลและพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหนือใคร พ่อของเขาซึ่งเป็นแฟนบอลตัวยงได้สะสมทุกอย่างที่เกี่ยวกับฟุตบอลไว้ในบ้าน ทั้งลูกบอลเวิลด์คัพ เสื้อแข่ง และโปสเตอร์นักเตะชื่อดังมากมาย

จุดเริ่มต้นความคลั่งไคล้ในลูกหนังของเขาเริ่มขึ้นตอนที่พ่อเล่นกับเขาในวัยเพียงขวบเดียว พ่อโยนลูกฟุตบอลมาให้เบาๆ แม้ตอนนั้นเขาจะยังเดินไม่ได้และต้องคลานสี่ขาอยู่ แต่เขากลับใช้หัวโหม่งลูกบอลส่งคืนกลับไปได้ การกระทำนั้นทำให้พ่อของเขาตกตะลึงและยิ้มกว้าง พ่อเคยพูดติดตลกไว้ว่าเขาจะกลายเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก และนับจากนั้น พ่อก็มักจะโยนบอลให้เขาโหม่งเล่นเสมอ

เมื่อเห็นลูกชายเอาแต่โหม่ง พ่อจึงเริ่มสอนวิธีเตะบอล ด้วยความตื่นเต้นทำให้พ่อลืมไปเสียสนิทว่าลูกชายยังเป็นเพียงทารกที่เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เขาก็พยายามจะเตะลูกบอลด้วยเท้าให้ได้ แม้จะยังทำไม่สำเร็จในตอนนั้นก็ตาม

ยิ่งโตขึ้น ความคลั่งไคล้ก็ยิ่งฝังรากลึก ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เขามักจะพกพาลูกบอลไปด้วยเสมอ แม้แต่ขวดเปล่าที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางก็ดูเหมือนลูกฟุตบอลในสายตาของเขา เขาจะเตะขวดเหล่านั้นเข้าถังขยะอย่างแม่นยำ พร้อมกับจินตนาการว่าตัวเองกำลังสังหารฟรีคิกให้ทีมชาติในการแข่งขันระดับโลก เมื่อเห็นความมุ่งมั่นนั้น พ่อจึงเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งเขาจะเติบโตขึ้นเป็นยอดนักเตะ และเขาก็ทำได้ตามความคาดหมายมาตลอด... จนกระทั่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้น

พ่อของเขาพร้อมสนับสนุนทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายได้ฝึกฝน แต่ทุกครั้งที่พ่อพาเขาไปซื้อรองเท้าสตั๊ดหรือชุดแข่งใหม่ แม่มักจะดุด่าทั้งคู่เสมอ เนื่องจากครอบครัวของเขามีฐานะค่อนข้างยากจน เงินที่หามาได้แทบจะไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าอาหาร

ฟุตบอลจึงเป็นความฟุ่มเฟือยสำหรับบ้านนี้ แต่ถึงอย่างนั้น พ่อก็ยังยอมอดมื้อกินมื้อและประหยัดค่าเดินทางเพื่อเก็บเงินมาสานฝันให้เขา ของสะสมเกี่ยวกับฟุตบอลที่พ่อหวงแหนล้วนเป็นสิ่งที่พ่อเก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่วัยหนุ่มก่อนที่เขาจะเกิด ในอดีตพ่อพอจะมีเงินเหลือใช้ แต่หลังจากการเกิดของฮิโระ ค่าใช้จ่ายในบ้านก็พุ่งสูงขึ้นและสถานการณ์การเงินก็บีบคั้นกว่าเดิม

ทว่าพ่อไม่เคยตำหนิเขาเลย พ่อกลับเป็นฝ่ายละทิ้งงานอดิเรกของตัวเอง ทั้งเลิกสะสมของ เลิกไปดูบอลที่สนาม หรือแม้แต่ทางโทรทัศน์ แล้วเปลี่ยนมาทำงานหนักขึ้น ยอมทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายชั่วโมง แต่ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน พ่อก็ยังเจียดเวลามาสอนเขาเล่นฟุตบอล พ่อเองก็เคยฝันอยากเป็นนักบอลอาชีพ แต่ต้องล้มเลิกไปเพราะขาดพรสวรรค์

ต่างจากพ่อ ฮิโระแสดงศักยภาพที่เหนือชั้นออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ แม้แต่ตอนที่เล่นกับเด็กวัยเดียวกันในโรงเรียนประถม เขาก็สามารถเลี้ยงบอลหลบผู้เล่นทุกคนในสนามได้อย่างง่ายดาย ทุกครั้งที่เขาลงแข่ง มักจะมีฝูงชนมาคอยเชียร์ล้นหลาม ทั้งทักษะ ความเร็ว การครองบอล การจ่ายบอล และการสัมผัสบอลจังหวะแรก ทุกอย่างล้วนไร้ที่ติจนดูราวกับพระเจ้าลงมาเล่นเอง เขาจึงได้รับฉายามากมาย เช่น ‘มนุษย์ต่างดาว’, ‘สไปเดอร์แมน’ และที่โด่งดังที่สุดคือ ‘เทพเจ้าน้อย’ (Little God)

ทว่าทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บเอ็นฉีกขาดรุนแรงระหว่างการแข่งขันมัธยมต้น หมอเตือนเขาในวัย 13 ปีว่าเขาอาจจะเล่นฟุตบอลไม่ได้อีกตลอดชีวิต เมื่อได้ยินข่าวนั้น เขาก็ร้องไห้โฮออกมาเหมือนเด็กหลงทาง เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า

พ่อแม่ของเขาอ้อนวอนขอให้หมอหาทางรักษา จนหมอเสนอทางเลือกคือการผ่าตัด แต่อัตราความสำเร็จมีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และค่าใช้จ่ายยังสูงลิบลิ่วเกินกว่าที่ครอบครัวจะจ่ายไหว แม้จะเก็บเงินนานถึง 3 ปีก็ตาม ถึงอย่างนั้น พ่อแม่ก็ยอมกู้หนี้ยืมสินจากทั้งธนาคารและพวกเงินกู้นอกระบบหน้าเลือด เพื่อเพียงต้องการจะรักษาความฝันของลูกชายไว้

การผ่าตัดกินเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลว หมอไม่สามารถรักษาเขาให้หายขาดได้ แต่ก็ยังพอให้เขากลับมาเล่นบอลได้บ้าง หลังจากผ่านการทำกายภาพบำบัดอย่างหนักหน่วงนานถึงหนึ่งปีเต็ม ในที่สุดเขาก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้ง

ทว่าหลังอาการบาดเจ็บนั้น ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ไหวพริบและจินตนาการในการเล่นจะยังยอดเยี่ยม แต่ร่างกายกลับไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก เขารู้สึกเหมือนชีวิตสูญเสียความหมายไป ฝูงชนที่เคยโห่ร้องชื่นชมกลับเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ไล่และตราหน้าว่าเขาคือความล้มเหลว

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มลดน้อยลงจนแทบไม่มีใครมาดูเขาเล่นอีก แม้จะเสียใจแต่เขาก็รู้สึกโล่งใจที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ลดลง เขารู้ดีว่าความคิดแบบนี้ไม่ช่วยให้เป็นมืออาชีพได้ แต่เขาก็ห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ เพราะคำพูดถากถางเหล่านั้นมันทิ่มแทงใจเขาเหมือนเข็มแหลม แม้แต่เพื่อนร่วมทีมที่เคยยกย่องเขาก็เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มเมินเฉยและถากถางเมื่อเขาไร้ซึ่งความสามารถดังเดิม

ถึงอย่างนั้น เขาก็พยายามไม่ใส่ใจคำดูถูกเหล่านั้นและฝึกซ้อมอย่างหนักเพียงลำพัง เพื่อรักษาความฝันที่จะเป็นนักเตะอาชีพให้คงอยู่ต่อไป

[หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้อ่าน] ผมแปลตรงตัวนะครับตรง คริสเตียน โรเมโร ( ในโลกจริงเขาคือเซนเตอร์แบ็กของสเปอร์ส ซึ่งแม้จะเก่งแต่ก็ไม่ใช่สายลุ้นบัลลงดอร์ และในข้อความเขาสวมชุด เรอัล มาดริด )

น่าจะเป็นการปั่นของผู้แต่งครับ กับ แอนเดรียส เมสซี่ ( ซึ่งอาจจะล้อกับ แอนเดรส อิเนียสต้า )

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

เลือกคุกกี้ของคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อให้เข้าสู่ระบบและใช้งานเว็บได้ ส่วนคุกกี้สถิติช่วยวิเคราะห์การอ่านและปรับปรุงเว็บ จะใช้เมื่อคุณยอมรับเท่านั้น อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว